โลโก ใหม่ของ นาซา

บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ประกาศวันนี้ว่า บริษัทฯได้เปลี่ยนสัญลักษณ์ (โลโก) ใหม่หลังจากให้บริการดาวเทียมมากว่า 20 ปี โดยสัญลักษณ์ใหม่นี้จะสอดคล้องกับสัญลักษณ์ของ“อินทัช” ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ บมจ.ไทยคมและบริษัท แอดวานซ์ อินโฟเซอร์วิส (“เอไอเอส”) ซึ่งอยู่ในกลุ่มบริษัทเดียวกัน ทั้งนี้การเปลี่ยนโลโกในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเข้าสู่ “บทใหม่” ของไทยคมที่มุ่งมั่นจะนำธุรกิจให้เติบโตไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง

สำหรับสัญลักษณ์ใหม่มีที่มาจาก “รอยยิ้ม” ที่เป็นสัญลักษณ์ของคนไทย ใช้โทนสีสว่างสดใส เพื่อสะท้อนถึงความรู้สึกที่เป็นมิตรของไทยคมที่อยู่ใกล้ชิดทุกคนตลอดมา การเปลี่ยนสัญลักษณ์นี้ต้องการสื่อถึงความมุ่งมั่นของไทยคมเพื่อการก้าวสู่ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยี และทุ่มเทเพื่อเอาชนะท้าทายทุกอุปสรรคและข้อจำกัดเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย นอกจากนี้ ไทยคมยังเชื่อในความคิดริเริ่ม โดยทุ่มเทสร้างสรรค์นวัตกรรม ในขณะเดียวกันยังคงมุ่งมั่นแสวงหาความคิดใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และสร้างประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติที่ยั่งยืนตลอดไป

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยคม กล่าวว่า ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ไทยคมประสบความสำเร็จในการเป็นผู้ให้บริการดาวเทียมชั้นนำแห่งเอเชีย และได้นำดาวเทียมไทยคม ดาวเทียมสื่อสารของไทยขึ้นสู่อวกาศมาแล้วถึง 5 ดวง เราภาคภูมิใจที่ได้สร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศ โดยเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเท่าเทียมในการติดต่อสื่อสาร เพิ่มโอกาสทางการศึกษาของเยาวชน นำพาข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงต่างๆ ไปสู่ประชาชน และสร้างโอกาสให้กับผู้ที่อยู่ห่างไกล ไทยคมยังเป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาเทคโนโลยีด้านดาวเทียมอย่างต่อเนื่อง ด้วยความภาคภูมิใจที่เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี

นอกจากนี้ บริษัทฯได้ยึดมั่นหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจตลอดมา แม้ว่าระหว่างทางจะมีอุปสรรค แต่เรามองว่าเป็นความท้าทายให้มุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป ไม่ย่อท้อหรือหมดกำลังใจ

“ในวันนี้ ไทยคมก้าวสู่ปีที่ 20 แล้ว เป็นเวลาอันเหมาะสมที่จะปรับเปลี่ยนสัญลักษณ์เพื่อความทันสมัยและใกล้ชิดกับทุกคนมากขึ้น ซึ่งสัญลักษณ์ใหม่จะเป็นจุดเริ่มของการนำ “ไทยคม”สู่ “บทใหม่” ที่กำลังเติบโตไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง ด้วยเป้าหมายและทิศทางที่ชัดเจน พร้อมที่จะท้าทายอุปสรรคอย่างไร้ขีดจำกัด มุ่งสู่ความเป็นผู้นำในเทคโนโลยีและบริการด้าน Broadcast และ Broadband แห่งเอเชียแปซิฟิก และเหนืออื่นใด ไทยคมยังคงมุ่งมั่นที่จะทำประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวมตลอดไป” นางศุภจี กล่าว

Posted on ธันวาคม 17th, 2012 by admin  |  ไม่ให้ใส่ความเห็น

บทความ รู้ไหมว่า… “แอนตาร์กติกา” แตกต่างจาก “อาร์กติก” แค่ไหน?

หลายคนอาจมองว่า “แอนตาร์กติกา” ที่อยู่ทางขั้วโลกใต้และ “อาร์กติก” ที่อยู่ทางขั้วโลกเหนือก็ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งเหมือนๆ กัน แต่ในความเหมือนกันนี้ยังมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
- ขั้วโลก (ใต้) ของแอนตาร์กติกาอยู่บนแผ่นขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วย “ชั้นน้ำแข็ง” แต่ขั้วโลก (เหนือ) ของอาร์กติกอยู่บนน้ำทะเลที่บางส่วนกลายเป็นน้ำแข็งหรือเรียกว่า “ทะเลน้ำแข็ง”
- น้ำแข็งที่ปกคลุมทวีปแอนตาร์กติกามีความหนาเฉลี่ยถึง 2,450 เมตร แต่น้ำแข็งที่อาร์กติกมีความหนาเฉลี่ยเพียง 2-3 เมตร

- ในช่วงฤดูหนาวของทวีปแอนตาร์กติกามีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง -65 ถึง -70 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูร้อนมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง -25 ถึง -45 องศาเซลเซียส ขณะที่อาร์กติกมีอุณหภูมิช่วงฤดูหนาวระหว่าง -26 ถึง -43 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูร้อนมีอุณหภูมิประมาณ 0 องศาเซลเซียส ซึ่งเห็นได้ชัดว่าอุณหภูมิในฤดูหนาวของอาร์กติกใกล้เคียงอุณหภูมิในฤดูร้อนของแอนตาร์กติกา
- ทวีปแอนตาร์กติกาถูกล้อมรอบไปด้วยมหาสมุทร ได้แก่ มหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแอตแลนติก ส่วนอาร์กติกถูกล้อมรอบไปด้วยทวีปต่างๆ ได้แก่ ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาเหนื

Posted on ธันวาคม 17th, 2012 by admin  |  ไม่ให้ใส่ความเห็น

ดาวฤกษ์วงแหวน

ดาวเอปไซลอนแม่น้ำ (Epsilon Eridani) เป็นดาวฤกษ์ที่นักดาราศาสตร์คุ้นเคยดี เนื่องจากอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เพียง 10.5 ปีแสง มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จัดเป็นดาวฤกษ์ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดเป็นอันดับที่ 9

นักดาราศาสตร์ให้ความสนใจดาวดวงนี้เนื่องจากมีหลายสิ่งหลายอย่างคล้ายดวงอาทิตย์ ดาวเอปไซลอนแม่น้ำเล็กกว่า มวลต่ำกว่า และอุณหภูมิต่ำกว่าดวงอาทิตย์เล็กน้อย คาดว่ามีอายุประมาณ 850 ล้านปี และที่สำคัญ มีระบบดาวเคราะห์เป็นบริวารด้วย นั่นคือมีระบบสุริยะเป็นของตัวเอง

การที่ดาวเอปไซลอนแม่น้ำมีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์และมีอายุน้อยกว่าดวงอาทิตย ์ทำให้การศึกษาดาวดวงนี้เปรียบเหมือนกับการมองย้อนไปยังอดีตของดวงอาทิตย์ นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาต้นกำเนิดและวิวัฒนาการช่วงต้นของระบบสุริยะของเราได้จากการศึกษาดาวเอปไซลอนแม่น้ำนี้

รายงานล่าสุดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ของนาซาเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้ระบุว่านักดาราศาสตร์เพิ่งพบความคล้ายดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือพบว่าดาวดวงนี้มีแถบดาวเคราะห์น้อยล้อมรอบด้วย มีระยะวงโคจรห่างจากดาวแม่เท่ากับแถบดาวเคราะห์น้อยของดวงอาทิตย์พอดี

ระบบสุริยะของเราก็มีแถบดาวเคราะห์น้อยคั่นอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ประกอบด้วยดาวเคราะห์น้อยจำนวนนับล้าน มวลรวมของดาวเคราะห์น้อยในแถบนี้มีประมาณ 1/20 เท่าของดวงจันทร์โลก

สปิตเซอร์ไมได้พบแถบดาวเคราะห์น้อยแค่แถบเดียว แต่พบถึงสองแถบ แถบดาวเคราะห์น้อยแถบที่สองอยู่ที่ระยะของวงโคจรของดาวยูเรนัส มีมวลรวมใกล้เคียงกับดวงจันทร์ของโลก

เท่านั้นยังไม่พอ สปิตเซอร์ยังพบสิ่งคล้ายแถบดาวเคราะห์น้อยอีกแถบหนึ่งแต่ประกอบด้วยวัตถุจำพวกน้ำแข็งอยู่ที่ระยะ 35-100 หน่วยดาราศาสตร์จากดาวแม่ แถบวัตถุน้ำแข็งนี้คล้ายกับแถบไคเปอร์ของระบบสุริยะของเรา แต่แถบนอกของเอปไซลอนแม่น้ำมีมวลรวมของวัตถุมากกว่าแถบไคเปอร์ของเราถึง 100 เท่า

นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณไว้ว่า ขณะที่ดวงอาทิตย์ยังมีอายุได้ 850 ล้านปี แถบไคเปอร์ของดวงอาทิตย์ก็ไม่ต่างจากแถบนอกของเอปไซลอนแม่น้ำนี้ ต่อมาวัตถุในแถบไคเปอร์บางส่วนก็กระเด็นออกไป บางส่วนก็หลุดเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน ทำให้เกิดยุคชนกระหน่ำยุคหลัง ซึ่งได้ที่ทิ้งหลักฐานไว้อย่างชัดเจนบนพื้นผิวของดวงจันทร์ เชื่อว่าอนาคตอันใกล้ของดาวเอปไซลอนแม่น้ำก็คงเกิดเหตุการณ์ที่ดำเนินไปในลักษณะเดียวกัน

ดาวเอปไซลอนแม่น้ำจึงเป็นดาวฤกษ์ที่มีวงแหวนถึงสามวง ช่องว่างระหว่างวงแหวนเป็นหลักฐานที่ดีเยี่ยมที่แสดงถึงการกวาดเซาะโดยดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ เช่นเดียวกับสิ่งที่ดวงจันทร์ของดาวเสาร์กระทำต่อวงแหวนดาวเสาร์

ข้อมูลจากสปิตเซอร์นี้แสดงว่าต้องมีดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่มีวงโคจรใกล้กับวงแหวนชั้นในสุด ซึ่งเป็นเรื่องเหมาะเจาะอย่างยิ่ง เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2543 ได้มีการศึกษาการเคลื่อนที่ตามแนวเล็งของเอปไซลอนแม่น้ำและพบหลักฐานว่าดาวดวงนี้มีดาวเคราะห์อยู่ที่ตำแหน่งเดียวกัน

แต่ในความสอดคล้องนี้ก็มีความขัดแย้งตามมาด้วย การศึกษาในคราวนั้นชี้ว่าดาวเคราะห์ดวงนี้มีวงโคจรรีมาก มีความรีประมาณ 0.7 แต่การสำรวจล่าสุดนี้กลับให้ผลไม่สอดคล้องกัน เพราะหากมีดาวเคราะห์โคจรแบบรีนั้นที่ตำแหน่งดังกล่าวจริง สนามความโน้มถ่วงของมันย่อมไปปั่นป่วนวงแหวนวงในจนสลายไปนานแล้ว

ดาวเคราะห์ดวงที่สองโคจรอยู่ใกล้วงแหวนวงกลาง และดาวเคราะห์ดวงที่สามอยู่ห่างจากดาวฤกษ์ 35 หน่วยดาราศาสตร์ ใกล้กับขอบด้านในของแถบไคเปอร์ของเอปไซลอนแม่น้ำ

เป็นไปได้ว่าการสำรวจในอนาคตอาจก้าวหน้าถึงขั้นตรวจพบดาวเคราะห์ที่ยังมองไม่เห็นของเอปไซลอนแม่น้ำได้โดยตรง และอาจถึงขั้นตรวจพบดาวเคราะห์หินที่โคจรอยู่ในวงแหวนชั้นในได้เลยก็เป็นได้

Posted on ธันวาคม 15th, 2012 by admin  |  ไม่ให้ใส่ความเห็น

บทความ ความลับของยานอวกาศ ALmaz เกี่ยวกับปี2012

ปี 1990 รัฐบาลรัสเซียมีดาวเทียมโจรกรรมและสถานีอวกาศอยู่ในวงโคจร มากถึง12ดวงสถานีอวกาศ ALmaz โคจรรอบโลกในปลายยุค 90 มันคือสถานีอวกาศที่มีข่าวล้ำลือกันว่ามีภารนุภาพทางการทหารอย่างมากมาย

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รัสเซียปฏิเสธข่าวลือนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า พฤจิกายน 1998ยานโซยูส นำส่งยานแคบซูลที่ขับเคลื่อนโดยผู้การ Boris Popovich มุ่งหน้าสู่ Almaz เพื่อส่งตัวแทนจากหน่วยงานอวกาศโลกสู่สถานีดังกล่าวเพื่อสืบข้อมูลของยานอวกาศ ALMAZ

วันแรกหลังจากลุกเรือ ESA มาถึงสถานีอวกาศ Almaz ขาดการติดต่อจากศูยน์ควบคุมภารกิจ

7 พฤจิกายน 1998 สถานีอวกาศ Almaz เข้าสู่บรรยากาศโลกและตกลงเหนือชนบทของแคว้นยูเครน กลุ่มนักรณรงค์ ไลออท ในรัสเซียค้นพบกล่องดำของสถานนีก่อนที่รัฐบาลรัสเซียจะอำพลางหลักฐานได้ มีแค่ส่วนน้อยของรหัสตัวเลขที่ ODLC(กล้องของยานอวกาศรับคลื่นถ่ายภาพกาแลคซี่ ทางช้างเผือก) ได้รับซึ่งผ่านการถอดรหัส ในขณะพยายามถอดรหัสข้อมูลมันได้ปล่อย VIRUS ร้ายแรงเข้าสู่ระบบเว็บไซด์ซึ่งแสดงลักษณะทั้งทางทางอิเล็กทรอนิกและทางชีววิทยา จากการวิเคราะห์ไวรัสนี้จะสงบนิ่งอยู่จนถึงปี 2012 เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกส่วนต้องทำหน้าที่เพื่อถอดรหัสนั้น

ผู้ก่อตั้งกลุ่มไลออท Sasha Popovich Vladimir Kalashnikov เราคือกลุ่มไลออท การโค่นล่มความลับอย่างรุนแรงเครือข่ายนักรณรงค์ใต้ดินต้องการเปิดโปงรัฐบาล เราพบกล่องดำจากชนบทของยูเครนต่อหน่วยงานอวกาศรัสเซียเราใช่เวลาหลายปีกว่าจะถอดรหัสข้อมูล ที่อยู่ในhard drivesจากกล่องดำได้เราได้รับความช่วยเหลือจากอดีตผู้เชี่ยวชาญด่านอวกาศของรัสเซียที่เชื่อในความตั้งใจของเรา

SASHA R.อดีตวิศวกร RSA Engineer ฉันเคยทำงานให้โครงการอวกาศในโวเวียต ปี 1979-1999 ตำแหน่งวิศวกรเครื่องยนตร์ของ NSPศูนย์ควบคุมระดับ5ที่ baikonur นี่คือที่ๆเราปล่องสถานีอวกาศ ALMAZ 1,2,3,4 ที่ติดตั้งกล้อง telescope พร้อมทั้งภาพถ่ายและความสามารถในการสำรวจรังสี ฉันเคยเห็นภาพจากกล่องดำของ ALmaz 4 มาแล้วหลายครั้งก่อนที่มันจะถูกทำลายในชั้นบรรยากาศโลกมีข่าวลือมากมายของสิ่งที่เกิดขึ้นบนยาน

เจ้าหน้าที่ระดับบนอ้างว่ายานถูกทำลายเพราะแก๊สร้อนหรือความบกพร่องของแรงดันแต่เพื่อนร่วมงานของฉันรู้ดีว่ามันคือการอำพราง ปี 1997ปัญหาคล้ายๆกันเกิดขึ้นกับ Mirมีไฟไหม้เกิดการหยุดชะงักหลายครั้งคอมพิวเตอร์ล้มเหลวมีปรากฏการณ์ที่อธิบายไม่ได้ที่ส่งผลต่อเทคโนโลยีอวกาศปลายยุค90และจากข้อมูลที่เราศึกษามีสัญญานหรือรหัสว่าข้อความที่ALMAZ ได้รับจากแหล่งที่ไม่ทราบที่มา ไม่เหมือนกับที่ mir พบในปีก่อนซึ้งส่งผลเสียหายมากกว่า ในความเห็นของฉันและของวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์อีกมากมาย

ข้อความที่ALMAZ ถูกยับยั้ง โดยเหตุบังเอิญ หรืออาจจะเป็นคำเตือน จากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ หน่วยงานในอวกาศรัสเซียรู้มาหลายปีแล้วว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้น และในที่สุดความจริงเรื่องนี้ก็จะต้องถูกเผยแพร่ออกไป

Sergey เจ้าหน้าที่ควบคุมศูนย์ ผมทำงานอยู่ที่ศูยน์ควบคุมในวันที่เราขาดการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ ALMAZตอนแรกเราคิดว่ามันเป็นปัญหาทางเทคนิคธรรมดาๆแต่หลัง6ชั่วโมงผ่านไปเราก็ติดต่อพวกเขาไม่ได้เรารู้ว่าจะต้องเกิดเหตุร้ายแน่ๆนานหลายชั่วโมงที่เราเฝ้าเรียก ALMAZ ตอบด้วยแต่ก็ไม่มีการตอบกลับเรารู้ว่าสถานนีนั้นยังทำงานอยู่เราได้รับภาพจากดาวเทียมแต่ด้วยเหตุผลไดไม่ทราบความถี่วิทยุโดนสกัดเราลองทุกอย่างแล้วจากนั้นเราก็ได้รับไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่เป็นภาพจากภายในสถานีมีภาพหนึ่งที่ผมเห็นคล้ายกับบางสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ อยู่บนนั้น ภาพที่ทาง MCC ได้เห็นถูก RSA เก็บไปอย่างรวดเร็ว และพวกเขาก็บอกเราว่า

ไม่มีอะไร แต่ผมเห็นด้วยตาของผมเองเหตุการณ์ที่เหตุการณ์ที่อธิบายไม่ได้มันเกิดขึ้นที่นั้นสิ่งที่เราเห็นจากภาพดาวเทียมที่ ALmaz ส่งมาหลังจากมันระเบิดในชั้นบรรยากาศโลกภาพที่มีเวลาและวันที่ระบุเอาไว้ว่าเป็นวันที่ 12 ธันวาคม ปี2012 ความหมายของมันเรายังไม่รู้ เราไม่มีกำลังเจ้าหน้าที่เทคนิคที่จะแปลข้อมูล หรือ ไขรหัสข้อมูลจำนวน 42 gigabytes ที่ยังอยู่ใน HARD DRIVES เราหวังว่าจะมีใครสักคนที่ช่วยเราได้

นี่อาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่จะเข้าใจชีวิตที่อยู่นอกโลก บางทีถ้าเราเข้าใจข้อมูลนี่ได้ เราอาจไขปริศนาที่ส่งผลร้ายต่อมนุษย์และเป็นทางรอดของเรา เราเชื่อว่าข้อความนี่คือคำเตือน ต่อสิ่งที่เรายังไม่รู้ แต่เราคงได้รู้แน่ ในเดือนธันวาคม ปี2012

Posted on ธันวาคม 15th, 2012 by admin  |  ไม่ให้ใส่ความเห็น

ดาวเคราะห์เดียวร้อนเดียวเย็น

นักดาราศาสตร์ประสบความสำเร็จในการสร้างภาพที่ได้จากการสำรวจดาวเคราะห์ที่ แสดงสภาพบรรยากาศของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นได้เป็นครั้งแรก

คณะนักดาราศาสตร์นำโดย เกรเกอรี ลาฟลิน จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานตาครูซ ได้สำรวจดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง มีชื่อว่า เอชดี 80606บี (HD 80606b) เป็นดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ที่มีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดีสี่เท่า ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์เป็นข้อมูลที่สำรวจในย่านรังสีอินฟราเรดโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ของนาซาในช่วงเดือนพฤศจิกายน ทั้งก่อนหน้าและหลังที่ดาวเคราะห์ดวงนี้จะโคจรมาเข้าใกล้ดาวฤกษ์แม่ที่สุด

ภาพของเอชดี 80606 บีที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้นแสดงเสี้ยวสีน้ำเงินบางเฉียบในด้านที่หันออกจากดาวฤกษ์ ส่วนอีกด้านหนึ่งมีสีแดงสด แสดงถึงโลกที่มีความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างกลางวันและกลางคืน

การสำรวจนี้มีโชคเข้าข้างอยู่ด้วย จากมุมมองของกล้องสปิตเซอร์ ดาวเคราะห์ดวงนี้ลบไปอยู่หลังดาวฤกษ์ (ปรากฏการณ์อุปราคาทุติยภูมิ) ในช่วงก่อนที่อุณหภูมิของดาวเคราะห์จะขึ้นสูงสุด ทำให้ยานสามารถวัดอุณหภูมิของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์แยกจากกันได้

สปิตเซอร์พบว่า ช่วงที่ดาวเคราะห์เข้าใกล้ดาวเฤกษ์ที่สุด อุณหภูมิจะพุ่งขึ้นสูงถึงประมาณ 1,230 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนยิ่งกว่าลาวาเหลวจากภูเขาไฟเสียอีก

เมื่อบรรยากาศของดาวเอชดี 80606บี ร้อนขึ้นและขยายใหญ่ขึ้น จะทำให้เกิดพายุใหญ่รุนแรงพัดจากด้านกลางวันไปยังด้านที่เป็นกลางคืนด้วยความเร็วถึงห้ากิโลเมตรต่อวินาที การหมุนรอบตัวเองของดาวเคราะห์ก็ทำให้พายุม้วนเป็นวงก่อเป็นระบบพายุขนาดใหญ่ ซึ่งจะสลายตัวไปเมื่ออุณหภูมิของดาวลดลง

ดาวเอชดี 80606 บี ถูกค้นพบโดยคณะนักวิทยาศาสตร์ชาวสวิสที่หอดูดาวเจนีวาในปี 2544 โคจรรอบดาวฤกษ์เป็นวงรีครบรอบทุก 111.4 วันโลก เป็นหนึ่งในจำนวนดาวเคราะห์ระบบสุริยะอื่นประเภท “พฤหัสร้อน” ประมาณสิบสองดวงที่หมุนรอบตัวเองด้วยอัตราเท่ากับการโคจรรอบดาวฤกษ์ จึงหันหน้าเข้าหาดาวฤกษ์เพียงด้านเดียวและเป็นกลางวันตลอด ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นกลางคืนตลอด

เนื่องจากวงโคจรเป็นวงรีมากเหมือนไข่ไก่ ช่วงที่ดาวเคราะห์อยู่ใกล้ดาวฤกษ์มากที่สุดได้รับรังสีรุนแรงกว่าช่วงที่อยู่ไกลดาวฤกษ์ที่สุดถึงกว่า 800 เท่า

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีการค้นพบดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นมาแล้วร่วม 330 ดวง แต่นักดาราศาสตร์เชื่อว่ายังมีอีกจำนวนมากมายมหาศาลที่รอการค้นพบอยู่

Posted on ธันวาคม 14th, 2012 by admin  |  ไม่ให้ใส่ความเห็น

ซากซูเปอร์โนวา

เมื่อสองทศวรรษก่อน นักดาราศาสตร์รู้จักวัตถุชื่อ G350.1-0.3 ภาพถ่ายวัตถุที่ถ่ายด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุแสดงรูปร่างที่แปลกประหลาดที่ดูไม่เหมือนวัตถุชนิดอื่น จึงเชื่อว่าเป็นดาราจักรชนิดไร้รูปแบบ (Irregular galaxy)

แต่ล่าสุด คณะนักดาราศาสตร์ที่นำโดยไบรอัน เกนสเลอร์ และอนันต์ แทนนา จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ได้สำรวจ G350.1-0.3 ในย่านรังสีเอกซ์ พบว่าวัตถุนี้ไม่ใช่ดาราจักรอย่างที่เคยคิดกัน หากแต่เป็นซากซูเปอร์โนวา นอกจากนี้ยังพบว่าเป็นซากซูเปอร์โนวาที่อายุน้อยที่สุดแห่งหนึ่งในดาราจักรทางช้างเผือกอีกด้วย

แต่สาเหตุที่ซากซูเปอร์โนวามีรูปร่างแปลกประหลาดเช่นนั้น เกนส์เลอร์และแทนนาอธิบายว่า G350.1-0.3 น่าจะระเบิดขึ้นใกล้กับก้อนเมฆในอวกาศที่หนาแน่น แรงระเบิดและสสารที่กระเด็นออกจากการระเบิดจึงไม่กระจายไปทุกทิศทางอย่างสม่ำเสมอ จนมีรูปร่างแปลกประหลาดอย่างที่เห็น

Posted on ธันวาคม 14th, 2012 by admin  |  ไม่ให้ใส่ความเห็น

กี่เปอร์เซนที่เราจะเจอยูเอฟโอ

มนุษย์ต่างดาว (UFO และ Alien) เป็นจริงเฉพาะภาพยนตร์ แต่ในจักรวาล สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ พยายามค้นหาและติดต่อ คือ สิ่งทรงปัญญา (Extraterrestrial Intelligence) โดยเชื่อว่ามีอารยะธรรมต่างดาว (ETI Civilization) ในจักรวาลอันไพศาล (Scale of the Universe)

ความพยายามกว่า 50 ปี แห่งการสืบค้น ด้วยวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะโครงการของ สถาบัน SETI Institute เพื่อศึกษาชีวิต ในจักรวาล (Life in the Universe) และสืบค้นสิ่งทรงปัญญาในจักรวาล

ด้วยการสำรวจในหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีชั้นสูง จนเคยได้รับสัญญานตอบกลับ ที่เรียกว่า Wow

แม้มีเสียงคัดคาน จากผู้เชี่ยวชาญด้านจักรวาลวิทยาบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย และให้เหตุผลว่าอารยะธรรมอื่นนั้น อาจไม่อยากติดต่อกับมนุษย์ก็ได้ จึงไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว หรืออีกเหตุผลหนึ่งคือ มนุษย์แน่ใจแล้วหรือว่า แต่ละอารยะธรรมจะมีพฤติกรรมเช่นใด จะสร้างความหวาดกลัว เกิดภัยคุกคาม ต่อระบบสุริยะหรือไม่

อย่างไรก็ตามข้อคัดค้านไม่เป็นผล แม้จะต้องใช้เวลานานสักเท่าใด จำเป็นต้องสืบค้นหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ เพื่อจะอธิบายต่อผู้คนบนโลก ด้วยหลักฐานอันมั่นคงให้หายสงสัย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใน 9 ปี ข้างหน้า การส่งยานสำรวจเข้าใกล้ระบบดาวในจักรวาลมีเป้าหมาย 800 ดวง (ซึ่งเป็นตัวเลขน้อยกว่า 1% ของ จำนวนดาวที่มีอยู่ทั้งหมด ในทางช้างเผือก) เพื่อการสืบค้นทางกายภาพอย่างใกล้ชิด

การค้นหาสัญญานสิ่งทรงปัญญาของระบบดาวอื่น ด้วยความถี่คลื่นวิทยุประเภท Modulation (การใช้คลื่นเสียง กล้ำคลื่นวิทยุ) โดยมุ่งไปยังดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ในระบบดาวนั้นๆ ตลอดวันตลอดคืนจากโลก

วิธีการดังกล่าว อย่างน้อยสามารถสืบค้นได้ 9 มิติ สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นสัญญานตอบกลับจริงหรือเท็จ อภิมหาแผนการต้องสืบค้น อารยะธรรมต่างดาวด้วยการสำรวจดาว มากกว่า 100,000 ดวง ในระบบสุริยะพิเศษต่าง ๆ

หมายความว่า ต้องสำรวจดาวเคราะห์ (Discovery the planets) ในระบบสุริยะอื่น (Exoplanet) ที่หลบซ่อนอยู่วงโคจรแต่ละระบบ อย่างน้อยนับล้านดวง

อาจมีความเป็นไปได้ มนุษย์อาจพอจะเห็นบางสิ่งบางอย่าง ของอารยะธรรมอื่นที่นึกไม่ถึงหรือไม่ หรือหากการติดต่อกับระบบดาวอื่นๆ แล้วไม่ลงเอยกันในมิตรภาพกันแล้ว คงเกิดความเปลี่ยนแปลงกับโลกขนานใหญ่ ไปในทางอันตรายขั้นรุกรานกัน ทำสงครามข้ามจักรวาล

เชื่อว่าในอารยะธรรมอื่นๆ คงไม่ต่างกันกับอารยะธรรมมนุษย์ เรื่องด้านบวกและด้านลบ ซึ่งเป็นธรรมชาติอันมั่นคงของจักรวาล หมายความว่า มีประโยชน์ต้องมีโทษ หรือ ตัวอย่างเพียงอำนาจพื้นฐานในจักรวาลของน้ำมีคุณสมบัติไว้ดับไฟได้

ทำนองเดียวกัน เมื่อแยกธาตุสารประกอบน้ำออกมา พบออกซิเจนและไฮโดรเจน ซึ่งกลายเป็นสิ่งช่วยให้ติดไฟ (มีอย่างมายมากในจักรวาล) เท่ากับเพียงแค่น้ำยังมีคุณสมบัติ 2 ด้าน

ดังนั้นเมื่อมีอารยะธรรมที่ไม่เป็นมิตร ควรมีอารยะธรรมที่เป็นมิตร คู่ขนานกันไป ขึ้นอยู่กับว่าในเวลานั้น แต่ละ่อารยะธรรมสูงส่ง หรือด้อยกว่าอารยะธรรมมนุษย์ ในด้านสติปัญญา เทคโนโลยีและสามัญสำนึก เป็นทางออกที่เลือกได้เสมอ

Posted on ธันวาคม 13th, 2012 by admin  |  ไม่ให้ใส่ความเห็น

แหล่งกำเนิดกีย์เซอร์

นักวิทยาศาสตร์จากเจพีแอล แคลฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยโคโลราโด และมหาวิทยาลัยเซนทรัลฟลอริดาในออร์แลนโด ได้ใช้ข้อมูลที่ถ่ายโดยกล้องถ่ายภาพสเปกโทรกราฟอัลตราไวโอเลต (UVIS) จากยานแคสซีนี สรุปว่า กีย์เซอร์ไอน้ำที่พ่นออกมาจากดวงจันทร์เอเซลาดัสมีมาจากแหล่งน้ำใต้ผิวดิน

“ในระบบสุริยะของเรามีเพียงสามแห่งเท่านั้นที่มีแหล่งน้ำใกล้ผิวดิน คือโลก ยุโรปา และเอนเซลาดัส” ร.ศ. โจชัว คอลเวลล์ จากมหาวิทยาลัยเซลทรัลฟลอริดากล่าว

การค้นพบนี้สนับสนุนทฤษฎีที่กล่าวว่าน้ำใต้ดินคือที่มาของพวยไอน้ำเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นบนทะเลสาบวอสตอคที่ทวีบแอนตาร์กติกา

นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า ละอองหิมะบนเอนเซลาดัสอาจควบแน่นจากไอน้ำที่พ่นมาจากแหล่งน้ำผ่านรอยแตกของเปลือกน้ำแข็งบนพื้นผิว

ก่อนหน้านี้มีทฤษฎีหนึ่งอธิบายว่า แรงน้ำขึ้นลงจากดาวเสาร์ทำให้เกิดรอยแตกปริที่บริเวณขั้วใต้ของเอนเซลาดัส เมื่อน้ำแข็งที่อยู่ด้านล่างสัมผัสอวกาศจึงระเหยออกมาเป็นพวยของฝุ่นและแก๊สที่ดังที่พบ แต่นักดาราศาสตร์คณะของคอลเวลล์พบว่าไอน้ำเกิดขึ้นมากในช่วงปี 2550 ซึ่งตามทฤษฎีนี้ควรจะเป็นเกิดการระเหยน้อย

ในทางตรงข้าม ผลการสำรวจชี้ชัดว่าพฤติกรรมของน้ำพุสอดคล้องกับแบบจำลอง ทางคณิตศาสตร์ที่กำหนดให้รอยแตกเป็นทางระบายไอน้ำที่ดันขึ้นมาจากแหล่งน้ำ ใต้ผิวดิน จากการสำรวจการกะพริบของดาวฤกษ์ฉากหลังที่พวยไอน้ำไปบัง พบว่าลำของพุไอน้ำพุ่งออกมาเป็นลำแคบ นักวิทยาศาสตร์ผู้สำรวจเชื่อว่าอุณหภูมิที่สูงใกล้เคียงกับจุดหลอมเหลวของน้ำแข็งมีส่วนทำให้เกิดพวยความเร็วสูงนี้

เอ็นเซลาดัสเป็นเป้าหมายหลักของภารกิจอิควินอกซ์ ซึ่งเป็นภารกิจภาคพิเศษของยานแคสซีนี ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วและจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2553

Posted on ธันวาคม 13th, 2012 by admin  |  ไม่ให้ใส่ความเห็น

ดาวอังคารใกล้โลกมากที่สุด

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2555 เวลาประมาณ 2 ทุ่ม ดาวศุกร์กับดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเด่นอยู่ทางทิศตะวันตก แต่เมื่อกลับหลังหัน มองขึ้นไปบนท้องฟ้าทิศตะวันออก จะเห็นดาวสว่างอีกดวงหนึ่ง ส่องแสงเป็นสีส้มอมชมพู มันค่อย ๆ เคลื่อนสูงไปอยู่เหนือศีรษะในเวลาเที่ยงคืนถึงตี 1 และคล้อยต่ำลงไปทางทิศตะวันตกในเวลาเช้ามืด ดาวดวงนี้คือดาวอังคาร ดาวเคราะห์ที่มีวงโคจรอยู่ในลำดับถัดไปจากโลก ตามระยะห่างจากดวงอาทิตย์

ขณะนี้ดาวอังคารอยู่ในกลุ่มดาวสิงโต มีดาวหัวใจสิงห์หรือดาวเรกูลัส (Regulus) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุด ดาวอังคารอยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกของดาวหัวใจสิงห์ โดยอยู่ต่ำกว่าดาวหัวใจสิงห์ขณะขึ้นเหนือขอบฟ้าทางทิศตะวันออก และอยู่สูงกว่าเมื่อย้ายไปอยู่บนท้องฟ้าทิศตะวันตกในเวลาเช้ามืด

สาเหตุที่ทำให้ดาวอังคารสว่างและเห็นได้ตลอดทั้งคืนในช่วงนี้ คือการที่ดาวอังคารกำลังจะทำมุม 180° กับดวงอาทิตย์ หรือที่เรียกว่าอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เมื่อสังเกตจากโลก และใกล้กับช่วงเวลาที่ดาวอังคารใกล้โลกที่สุดในรอบ 2 ปี

ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่ปกติไม่ค่อยสว่างนักเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าอีก 4 ดวง เป็นเพราะส่วนใหญ่ดาวอังคารอยู่ห่างจากโลก ประกอบกับพื้นผิวสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ไม่ดีนัก ประสิทธิภาพในการสะท้อนแสงน้อยกว่าของดาวศุกร์หลายเท่า หากสมมุติให้ดาวเคราะห์ทุกดวงอยู่ห่างโลกเท่า ๆ กันในขณะสว่างเต็มดวง ดาวอังคารจัดว่าสว่างน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากดาวพุธ

ดาวอังคารมีลักษณะปรากฏเมื่อดูด้วยตาเปล่าแตกต่างจากดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ตรงที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีสีส้มอมชมพู อันเป็นที่มาของฉายา “ดาวเคราะห์สีแดง” หรือ “ดาวแดง” ไม่กะพริบแสงหรือกะพริบน้อย ๆ ช่วงนี้หากดูด้วยกล้องโทรทรรศน์กำลังขยายสูงจะเห็นผืนน้ำแข็งสีขาวปกคลุมบริเวณขั้วเหนือของดาวอังคาร โฟบอสและดีมอสเป็นดวงจันทร์บริวารขนาดเล็ก 2 ดวงของดาวอังคาร ค้นพบเมื่อ ค.ศ. 1877 สังเกตได้ยาก เนื่องจากจางมาก และถูกแสงของดาวอังคารกลบ

บรรยากาศอันเบาบางทำให้มองเห็นพื้นผิวของดาวอังคารได้ ร่องรอยที่ปรากฏบนพื้นผิวช่วยให้นักดาราศาสตร์ในอดีตสามารถทำแผนที่อย่างหยาบ ๆ และวัดคาบการหมุนรอบตัวเองของดาวอังคารได้ ดาวอังคารหมุนรอบตัวเองด้วยคาบ 24 ชั่วโมง 39 นาที เกือบใกล้เคียงกับโลก แกนหมุนก็เอียงทำมุมในปริมาณใกล้เคียงกันด้วยที่ 25.2°

ช่วงเวลาที่สังเกตดาวอังคารด้วยกล้องโทรทรรศน์ได้ดีที่สุดคือช่วงที่ดาวอังคารอยู่บริเวณจุดตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ซึ่งก็คือจังหวะที่โลกเคลื่อนมาอยู่ในแนวระหว่างเส้นที่ลากเชื่อมดวงอาทิตย์กับดาวอังคาร ดาวอังคารผ่านตำแหน่งดังกล่าวเฉลี่ยทุก ๆ 780 วัน หรือประมาณ 2 ปี 2 เดือน แต่การที่วงโคจรของดาวอังคารรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี ทำให้การเข้าใกล้กันในแต่ละครั้ง ดาวอังคารมีระยะห่างจากโลกไม่เท่ากัน

หากช่วงที่ดาวอังคารอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ตรงกับช่วงที่ดาวอังคารอยู่บริเวณจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด ดาวอังคารจะมีขนาดใหญ่และสว่างกว่าช่วงที่อยู่บริเวณจุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด กรณีแรกเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2546 เป็นช่วงที่ดาวอังคารใกล้โลกมากจนสว่างกว่าดาวพฤหัสบดี ครั้งถัดไปที่จะเกิดเหตุการณ์คล้ายกันนี้คือในปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2561

ส่วนกรณีที่ 2 กำลังจะเกิดขึ้น ดาวอังคารผ่านจุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุดในวงโคจรของมันเองเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การเข้าใกล้โลกในปีนี้จึงเป็นจังหวะที่ดาวอังคารอยู่ไกลจากโลกจนมีขนาดเล็กกว่าเมื่อปี 2546 เกือบครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม มันก็ยังคงสว่างใกล้เคียงหรือเกือบเทียบได้กับดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้าเวลากลางคืนอย่างดาวซิริอัสในกลุ่มดาวหมาใหญ่

คืนวันที่ 3 ถึงเช้าวันที่ 4 มีนาคม 2555 เป็นคืนที่ดาวอังคารอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ จากนั้น คืนวันที่ 5 ถึงเช้าวันที่ 6 มีนาคม 2555 ดาวอังคารจะใกล้โลกที่สุด สาเหตุที่สองเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน เป็นเพราะวงโคจรที่ไม่เป็นวงกลมของทั้งโลกและดาวอังคาร อย่างไรก็ตาม การสังเกตในช่วง 2-3 วันดังกล่าว อาจไม่เห็นความแตกต่างในแง่ของขนาด

หลังจากผ่านช่วงนี้ไปแล้ว ดาวอังคารจะมีความสว่างลดลงเรื่อย ๆ เคลื่อนสูงขึ้นเมื่อเทียบตำแหน่งในเวลาหัวค่ำของทุกวัน จากนั้นอยู่เหนือศีรษะในเวลาหัวค่ำของเดือนมิถุนายน แล้วย้ายไปอยู่บนท้องฟ้าทิศตะวันตกในช่วงที่เหลือของปี พร้อมกับเคลื่อนไปทางทิศตะวันออกของตำแหน่งปัจจุบัน โดยในกลางเดือนสิงหาคม 2555 ดาวอังคารจะปรากฏอยู่ระหว่างดาวเสาร์กับดาวรวงข้าว ซึ่งเป็นดาวฤกษ์สว่างในกลุ่มดาวหญิงสาว

Posted on ธันวาคม 12th, 2012 by admin  |  ไม่ให้ใส่ความเห็น

เป็นได้หรือใหมที่จะเจอมนุษย์ต่างดาว

มนุษย์ต่างดาว (UFO และ Alien) เป็นจริงเฉพาะภาพยนตร์ แต่ในจักรวาล สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ พยายามค้นหาและติดต่อ คือ สิ่งทรงปัญญา (Extraterrestrial Intelligence) โดยเชื่อว่ามีอารยะธรรมต่างดาว (ETI Civilization) ในจักรวาลอันไพศาล (Scale of the Universe)

ความพยายามกว่า 50 ปี แห่งการสืบค้น ด้วยวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะโครงการของ สถาบัน SETI Institute เพื่อศึกษาชีวิต ในจักรวาล (Life in the Universe) และสืบค้นสิ่งทรงปัญญาในจักรวาล

ด้วยการสำรวจในหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีชั้นสูง จนเคยได้รับสัญญานตอบกลับ ที่เรียกว่า Wow

แม้มีเสียงคัดคาน จากผู้เชี่ยวชาญด้านจักรวาลวิทยาบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย และให้เหตุผลว่าอารยะธรรมอื่นนั้น อาจไม่อยากติดต่อกับมนุษย์ก็ได้ จึงไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว หรืออีกเหตุผลหนึ่งคือ มนุษย์แน่ใจแล้วหรือว่า แต่ละอารยะธรรมจะมีพฤติกรรมเช่นใด จะสร้างความหวาดกลัว เกิดภัยคุกคาม ต่อระบบสุริยะหรือไม่

อย่างไรก็ตามข้อคัดค้านไม่เป็นผล แม้จะต้องใช้เวลานานสักเท่าใด จำเป็นต้องสืบค้นหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ เพื่อจะอธิบายต่อผู้คนบนโลก ด้วยหลักฐานอันมั่นคงให้หายสงสัย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใน 9 ปี ข้างหน้า การส่งยานสำรวจเข้าใกล้ระบบดาวในจักรวาลมีเป้าหมาย 800 ดวง (ซึ่งเป็นตัวเลขน้อยกว่า 1% ของ จำนวนดาวที่มีอยู่ทั้งหมด ในทางช้างเผือก) เพื่อการสืบค้นทางกายภาพอย่างใกล้ชิด

การค้นหาสัญญานสิ่งทรงปัญญาของระบบดาวอื่น ด้วยความถี่คลื่นวิทยุประเภท Modulation (การใช้คลื่นเสียง กล้ำคลื่นวิทยุ) โดยมุ่งไปยังดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ในระบบดาวนั้นๆ ตลอดวันตลอดคืนจากโลก

วิธีการดังกล่าว อย่างน้อยสามารถสืบค้นได้ 9 มิติ สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นสัญญานตอบกลับจริงหรือเท็จ อภิมหาแผนการต้องสืบค้น อารยะธรรมต่างดาวด้วยการสำรวจดาว มากกว่า 100,000 ดวง ในระบบสุริยะพิเศษต่าง ๆ

หมายความว่า ต้องสำรวจดาวเคราะห์ (Discovery the planets) ในระบบสุริยะอื่น (Exoplanet) ที่หลบซ่อนอยู่วงโคจรแต่ละระบบ อย่างน้อยนับล้านดวง

อาจมีความเป็นไปได้ มนุษย์อาจพอจะเห็นบางสิ่งบางอย่าง ของอารยะธรรมอื่นที่นึกไม่ถึงหรือไม่ หรือหากการติดต่อกับระบบดาวอื่นๆ แล้วไม่ลงเอยกันในมิตรภาพกันแล้ว คงเกิดความเปลี่ยนแปลงกับโลกขนานใหญ่ ไปในทางอันตรายขั้นรุกรานกัน ทำสงครามข้ามจักรวาล

เชื่อว่าในอารยะธรรมอื่นๆ คงไม่ต่างกันกับอารยะธรรมมนุษย์ เรื่องด้านบวกและด้านลบ ซึ่งเป็นธรรมชาติอันมั่นคงของจักรวาล หมายความว่า มีประโยชน์ต้องมีโทษ หรือ ตัวอย่างเพียงอำนาจพื้นฐานในจักรวาลของน้ำมีคุณสมบัติไว้ดับไฟได้

ทำนองเดียวกัน เมื่อแยกธาตุสารประกอบน้ำออกมา พบออกซิเจนและไฮโดรเจน ซึ่งกลายเป็นสิ่งช่วยให้ติดไฟ (มีอย่างมายมากในจักรวาล) เท่ากับเพียงแค่น้ำยังมีคุณสมบัติ 2 ด้าน

ดังนั้นเมื่อมีอารยะธรรมที่ไม่เป็นมิตร ควรมีอารยะธรรมที่เป็นมิตร คู่ขนานกันไป ขึ้นอยู่กับว่าในเวลานั้น แต่ละ่อารยะธรรมสูงส่ง หรือด้อยกว่าอารยะธรรมมนุษย์ ในด้านสติปัญญา เทคโนโลยีและสามัญสำนึก เป็นทางออกที่เลือกได้เสมอ

Posted on ธันวาคม 12th, 2012 by admin  |  ไม่ให้ใส่ความเห็น